"ออฟฟิศฟื้น ปั้นชามา สู่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำสำหรับชาวต่างชาติ"

 โอกาสทางธุรกิจหลังออฟฟิศฟื้น

ตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติหลายแห่งที่ต้องการย้ายฐานการดำเนินงานมาตั้งในภูมิภาคนี้


ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้สู่ชามาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำ

ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เปิดเผยว่า “การที่บริษัทต่างชาติเริ่มกลับมาขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ความต้องการใช้บริการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ต้องการที่พักระยะยาวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน”

 

ชามา หนึ่งในแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำภายใต้การดูแลของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เล็งเห็นถึงโอกาสนี้ และได้เร่งขยายเครือข่ายเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การให้บริการลูกค้าชาวต่างชาติที่ต้องการความสะดวกสบายและมาตรฐานระดับสากล

 

เราพบว่าหลังจากที่หลายบริษัทตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งที่กรุงเทพฯ ทำให้เกิดความต้องการที่พักอาศัยสำหรับพนักงานระดับผู้บริหารและครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ชามา จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้านี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และบริการที่เป็นเลิศ” ยุทธชัย กล่าวเสริม

 

การแข่งขันระหว่างประเทศ

บริษัทให้ความสำคัญกับการทำตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากขึ้น บริษัทรบสมาคมหลักคือแอคคอร์จากสิงคโปร์ และเซนเตอร์ พอยต์ ฮอสพิทัลิตี้จากกลุ่มคนไทย เซนเตอร์ พอยต์ได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบเป็นโรงแรมติดห้าง ซึ่งไม่ใช่เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แบบในอดีต แบรนด์ “ชามา” กำลังเข้าแข่งขันในกลุ่มแอคคอร์โดยยังไม่สามารถตั้งราคาได้เสมอเหมือน เราพยายามสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้นในตลาด ปัจจุบันเราเหนือกว่าแบรนด์ซัมเมอร์เซ็ทและโอ๊ควูด ในขณะเดียวกันก็สามารถแข่งขันกับสเตย์บริดจ์ ในฮ่องกงแทบจะไม่มีคู่แข่ง

 

บทสรุป

กรุงเทพฯจะมีเครือข่ายมากขึ้น โดยการดึงอพาร์ตเมนต์ที่มีอยู่เข้ามาเป็นพันธมิตรในรูปแบบของการร่วมทุนและการบริหารจัดการภายใต้แบรนด์ “ชามา” สิ่งนี้จะสร้าง Economies of Scale ในการบริหารที่เป็นระบบดีขึ้น การเป็นผู้นำตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเมืองไทยทำให้เราสามารถขยายโครงการใหม่ได้มากถึง 20 แห่ง โดยการรีแบรนด์อพาร์ตเมนต์ขนาด 200 ห้องขึ้นไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม.